สกัดสมุนไพรปราบเพลี้ยแป้งให้อยู่หมัด-เตรียมขยายสู่เกษตรกรทั่ว ปท.
กรมหมอดินสกัดพืชสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ยาสูบ หนอนตายหยาก พริก หมักร่วมกับ ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ พด.7 ใช้ปราบเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังอยู่หมัด เตรียมขยายผลสู่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมแนะนำวิชาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง รองรับความต้องการใช้เอทานอล
นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในไร่มันสำปะหลังกำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมัน สำปะหลังจำนวนมาก เนื่องจากเพลี้ยแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และถึงแม้กรมพัฒนาที่ดินจะมีผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด.7 ที่ทดสอบประสิทธิภาพแล้ว พบว่าสามารถนำมาเป็นหัวเชื้อหมักกับสมุนไพรไทย 3 ชนิด ประกอบด้วย ยาสูบ หนอนตายหยาก และพริก ได้ผลป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมากรมฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่อยู่ในโครงการเพิ่มผลผลิตมัน สำปะหลังที่กรมฯ ร่วมมือกับมูลนิธิพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าแปลงมันของเกษตรกรที่ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมฯ ไม่ถูกเพลี้ยแป้งทำลาย
อย่างไรก็ตาม ถ้าส่งเสริมให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพกำจัดเพลี้ย แป้งได้ แต่ถ้าแปลงเกษตรกรรายอื่นไม่ทำก็จะพบปัญหาระบาดต่อไปไม่หยุด ดังนั้น กรมฯ จะเร่งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด.7 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจะต้องแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำหมักชีวภาพ พด.7 เพื่อป้องกันโรค จากนั้นจะต้องฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ซูเปอร์ พด.2 เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และช่วยให้รากขยายตัว สามารถไปหาน้ำและธาตุอาหารได้ไกลขึ้น พร้อมกันนี้ต้องใส่ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 ที่โคนต้น เนื่องจาก พด.12 มีสารออกซิน ช่วยเพิ่มขนาดของหัวมันได้เป็นสองเท่า นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้ปลูกถั่วพร้าระหว่างแถวเพื่อสับกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ไม่ต่ำกว่า 50%
“วิธีการต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันเพลี้ยแป้งได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจาก 2.5 ตัน/ไร่ เป็น 4.7 ตัน/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนของเกษตรกรก็ยังลดลงจากการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงด้วย ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าจะขยายผลโครงการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไปอีก เพื่อรองรับความต้องการใช้พืชพลังงานในอนาคต โดยกรมฯ จะจัดโซนนิ่งปลูกมันสำปะหลัง เน้นวิธีการเพิ่มผลผลิต แต่ไม่ขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งการเพิ่มผลผลิตให้ได้มากขึ้นอีก 30% ก็จะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว
กรมหมอดินสกัดพืชสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ยาสูบ หนอนตายหยาก พริก หมักร่วมกับ ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ พด.7 ใช้ปราบเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังอยู่หมัด เตรียมขยายผลสู่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมแนะนำวิชาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง รองรับความต้องการใช้เอทานอล
นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในไร่มันสำปะหลังกำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมัน สำปะหลังจำนวนมาก เนื่องจากเพลี้ยแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และถึงแม้กรมพัฒนาที่ดินจะมีผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด.7 ที่ทดสอบประสิทธิภาพแล้ว พบว่าสามารถนำมาเป็นหัวเชื้อหมักกับสมุนไพรไทย 3 ชนิด ประกอบด้วย ยาสูบ หนอนตายหยาก และพริก ได้ผลป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมากรมฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่อยู่ในโครงการเพิ่มผลผลิตมัน สำปะหลังที่กรมฯ ร่วมมือกับมูลนิธิพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าแปลงมันของเกษตรกรที่ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมฯ ไม่ถูกเพลี้ยแป้งทำลาย
อย่างไรก็ตาม ถ้าส่งเสริมให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพกำจัดเพลี้ย แป้งได้ แต่ถ้าแปลงเกษตรกรรายอื่นไม่ทำก็จะพบปัญหาระบาดต่อไปไม่หยุด ดังนั้น กรมฯ จะเร่งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด.7 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจะต้องแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำหมักชีวภาพ พด.7 เพื่อป้องกันโรค จากนั้นจะต้องฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ซูเปอร์ พด.2 เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และช่วยให้รากขยายตัว สามารถไปหาน้ำและธาตุอาหารได้ไกลขึ้น พร้อมกันนี้ต้องใส่ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 ที่โคนต้น เนื่องจาก พด.12 มีสารออกซิน ช่วยเพิ่มขนาดของหัวมันได้เป็นสองเท่า นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้ปลูกถั่วพร้าระหว่างแถวเพื่อสับกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ไม่ต่ำกว่า 50%
“วิธีการต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันเพลี้ยแป้งได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจาก 2.5 ตัน/ไร่ เป็น 4.7 ตัน/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนของเกษตรกรก็ยังลดลงจากการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงด้วย ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าจะขยายผลโครงการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไปอีก เพื่อรองรับความต้องการใช้พืชพลังงานในอนาคต โดยกรมฯ จะจัดโซนนิ่งปลูกมันสำปะหลัง เน้นวิธีการเพิ่มผลผลิต แต่ไม่ขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งการเพิ่มผลผลิตให้ได้มากขึ้นอีก 30% ก็จะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เกิดปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดหนักในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 7 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังได้รับความเสียหายแล้วไม่น้อยกว่า 421,070 ไร่ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา 350,000 ไร่ บุรีรัมย์ 12,500 ไร่ สระแก้ว 30,000 ไร่ ฉะเชิงเทรา 14,700 ไร่ ระยอง 5,000 ไร่ จันทบุรี 5,000 ไร่ และกำแพงเพชร 3,870 ไร่ นับเป็นปัญหาการระบาดขั้นภัยพิบัติร้ายแรง หากไม่เร่งควบคุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของไทยอาจเสียหายมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลี้ยแป้งระบาดอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่พบว่าเพลี้ยแป้งติดไปกับท่อนพันธุ์หรือแพร่กระจายไปตามกระแสลม นอกจากนี้ยังมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งไปสู่ต้นอื่น ถ้าสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงนาน เพลี้ยแป้งจะเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว การทำลายจะรุนแรงมากกว่าฤดูฝน โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของมันสำปะหลัง ทั้งใบ ยอดและส่วนตา ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็นแห้งตาย ใบหงิกงอรวมกันเป็นพุ่ม การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลำต้นมีช่วงข้อถี่ ถ้าระบาดช่วงที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็กอาจมีผลต่อการสร้างหัวหรือทำให้ต้นมัน สำปะหลังตายได้
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แนะนำวิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังว่า เกษตรกรควรใช้วิธีผสมผสาน ทั้งการเขตกรรม การใช้ชีววิธีและการใช้สารฆ่าแมลงด้วย ในส่วนของวิธีเขตกรรมนั้น สามารถทำได้โดยการไถและพรวนดินหลายๆ ครั้ง ตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเพลี้ยแป้งและศัตรูพืชชนิดอื่นที่อยู่ในดิน นอกจากนั้นเกษตรกรควรปลูกมันสำปะหลังช่วงต้นฤดูฝน หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงฤดูแล้ง ที่สำคัญต้องคัดเลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาด
"กรณีนำท่อนพันธุ์มาจากแหล่งอื่นควรแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำสะอาดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่อาจติดมาได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่อนพันธุ์จากแปลงที่เพลี้ยแป้งระบาดหรือปลูกในแหล่งที่พบ การระบาดอยู่ก่อนแล้ว ก่อนปลูกควรจุ่มท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลงไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร นาน 5 นาที และหลังการเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังแล้ว เกษตรกรควรทำความสะอาดแปลง เก็บวัชพืช ซากพืชออกจากแปลงด้วย หากพบต้นหรือส่วนของต้นมันสำปะหลังมีเพลี้ยแป้งติดอยู่ต้องเผาทำลายทิ้ง"
เกษตรกรอาจใช้ด้วงเต่าและแมลงช้างปีกใส ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งมาช่วยควบคุมปริมาณเพลี้ยแป้งให้อยู่ใน ระดับสมดุลได้ กรณีระบาดอย่างรุนแรงจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงควบคุมด้วย สำหรับสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพดี ได้แก่ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไดโนทีฟูเรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โปรไทโอฟอส 50% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พิริมิฟอสเมทิล 50% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และไทอะมีโทแซม/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 24.7% ZC อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้น ลดอัตราลงครึ่งหนึ่งผสมกับสารไวท์ออยล์ 67% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่นติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งจะกำจัดเพลี้ยแป้งทั้งระยะตัวอ่อน ตัวเต็มวัย และไข่เพลี้ยแป้งได้ ที่สำคัญต้องหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังอย่างน้อย 7 วัน
หากมีปัญหาสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-5583 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี โทร. 0-3939-7076
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลี้ยแป้งระบาดอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่พบว่าเพลี้ยแป้งติดไปกับท่อนพันธุ์หรือแพร่กระจายไปตามกระแสลม นอกจากนี้ยังมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งไปสู่ต้นอื่น ถ้าสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงนาน เพลี้ยแป้งจะเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว การทำลายจะรุนแรงมากกว่าฤดูฝน โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของมันสำปะหลัง ทั้งใบ ยอดและส่วนตา ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็นแห้งตาย ใบหงิกงอรวมกันเป็นพุ่ม การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลำต้นมีช่วงข้อถี่ ถ้าระบาดช่วงที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็กอาจมีผลต่อการสร้างหัวหรือทำให้ต้นมัน สำปะหลังตายได้
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แนะนำวิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังว่า เกษตรกรควรใช้วิธีผสมผสาน ทั้งการเขตกรรม การใช้ชีววิธีและการใช้สารฆ่าแมลงด้วย ในส่วนของวิธีเขตกรรมนั้น สามารถทำได้โดยการไถและพรวนดินหลายๆ ครั้ง ตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเพลี้ยแป้งและศัตรูพืชชนิดอื่นที่อยู่ในดิน นอกจากนั้นเกษตรกรควรปลูกมันสำปะหลังช่วงต้นฤดูฝน หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงฤดูแล้ง ที่สำคัญต้องคัดเลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาด
"กรณีนำท่อนพันธุ์มาจากแหล่งอื่นควรแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำสะอาดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่อาจติดมาได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่อนพันธุ์จากแปลงที่เพลี้ยแป้งระบาดหรือปลูกในแหล่งที่พบ การระบาดอยู่ก่อนแล้ว ก่อนปลูกควรจุ่มท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลงไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร นาน 5 นาที และหลังการเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังแล้ว เกษตรกรควรทำความสะอาดแปลง เก็บวัชพืช ซากพืชออกจากแปลงด้วย หากพบต้นหรือส่วนของต้นมันสำปะหลังมีเพลี้ยแป้งติดอยู่ต้องเผาทำลายทิ้ง"
เกษตรกรอาจใช้ด้วงเต่าและแมลงช้างปีกใส ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งมาช่วยควบคุมปริมาณเพลี้ยแป้งให้อยู่ใน ระดับสมดุลได้ กรณีระบาดอย่างรุนแรงจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงควบคุมด้วย สำหรับสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพดี ได้แก่ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไดโนทีฟูเรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โปรไทโอฟอส 50% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พิริมิฟอสเมทิล 50% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และไทอะมีโทแซม/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 24.7% ZC อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้น ลดอัตราลงครึ่งหนึ่งผสมกับสารไวท์ออยล์ 67% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่นติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งจะกำจัดเพลี้ยแป้งทั้งระยะตัวอ่อน ตัวเต็มวัย และไข่เพลี้ยแป้งได้ ที่สำคัญต้องหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังอย่างน้อย 7 วัน
หากมีปัญหาสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-5583 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี โทร. 0-3939-7076

